Google GOOGLE เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์ EC ทั้งหมด
องค์ความรู้
การพยาบาลข้ามวัฒนธรรม
การพยาบาลข้ามวัฒนธรรม
(Transcultural Nursing)
เรียบเรียงโดย นายอดิศักดิ์  ชัยศิรินพ.พูนพัฒน์  กมลวุฒิพงศ์
รพ.จิตเวชเลยราชนครินทร์
 
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับการปฏิบัติการพยาบาล
              วัฒนธรรมเป็นบริบทหนึ่งในการพยาบาล (1)เป็นองค์ประกอบที่เสริมบูรณาการความเป็นมนุษย์ของบุคคลได้ดีขึ้น การละเลยความแตกต่างทางวัฒนธรรมจะทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาลให้กว้างขึ้น เกิดผลเสียต่อประสิทธิภาพในการพยาบาลและนำสู่ความรู้สึกที่ไม่พึงพอใจในการปฏิบัติการพยาบาลได้ 
           วัฒนธรรมและความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดความเชื่อ ค่านิยม การรับรู้ และพฤติกรรมของบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์ของการพยาบาลออกมาในทางบวก พยาบาลจึงต้องวางแผนให้การพยาบาลให้เหมาะสมกับบุคคล โดยอยู่บนรากฐานของระบบความเชื่อ ความเอาใจใส่ และมีความไวต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม จะทำให้พยาบาลให้การพยาบาลผู้รับบริการสอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละบุคคล (2)สอดคล้องกับ Navayern, M.C. (3)ที่กล่าวว่า รูปแบบการประเมินทางวัฒนธรรม เป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมสมรรถนะด้านการดูแลทางวัฒนธรรมผู้ป่วยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม  เนื่องจากวัฒนธรรมเปรียบเสมือนกระจกที่ทำให้พยาบาลมองผู้รับบริการให้ครอบคลุมขึ้น  ช่วยให้พยาบาลตัดสินใจปฏิบัติจากมุมมองของตนเอง พฤติกรรมการเจ็บป่วย การเจ็บป่วย และพฤติกรรมการแสวงหาแนวทางการรักษา รวมถึงการตัดสินใจเลือกรับบริการสุขภาพซึ่งเป็นการตัดสินใจภายใต้วัฒนธรรมของตนเอง  นอกจากนี้ Leininger (3)ยังได้อธิบายวัฒนธรรมว่าเป็นการเรียนรู้ การแบ่งปันความเชื่อ ค่านิยม และการปฏิบัติที่มีการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิด และการปฏิบัติของคน วัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญในการจัดการการเจ็บป่วยของผู้ป่วย พยาบาลชุมชนที่ไปเยี่ยมบ้าน จึงต้องมีการประเมินทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม และการปฏิบัติของผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และวัฒนธรรมของผู้รับบริการ ดังนั้น การปฏิบัติการพยาบาลจึงต้องมีรูปแบบการพยาบาลที่หลากหลาย ตอบสนองต่อความแตกต่างและความเหมือนทางวัฒนธรรมของผู้รับบริการ เพื่อนำไปสู่การพยาบาลที่ได้มาตรฐาน
วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ
           บำเพ็ญจิต แสงชาติ (1)ได้ให้ความหมายของวัฒนธรรมการดูแลตนเองว่า  หมายถึงกระบวนการของวิถีชีวิตทั้งหมดที่บุคคลริเริ่มกระทำกิจกรรมใดๆที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างจริงใจ เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดี มีความผาสุกโดยรวมเอาสาระของแบบแผนความเชื่อและพฤติกรรมทั้งมวลที่เกิดจากการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดกันระหว่างกลุ่มวัฒนธรรมต่างๆในสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านทางกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง และเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตของบุคคล และกล่าวว่าสภาพแวดล้อมทางครอบครัว ภูมิหลังทางวัฒนธรรม และประสบการณ์ส่วนบุคคลมีอิทธิพลต่อการดูแลตนเองหรือพฤติกรรมการเจ็บป่วย การดูแลตนเองจึงเป็นวิถีทางวัฒนธรรมและสังคม  เป็นผลของการให้ความหมายการเจ็บป่วยตามวัฒนธรรม ทำให้บุคคลกำหนดขั้นตอนในการแสวงหาการดูแลสุขภาพ การรักษาเยียวยาการเจ็บป่วยได้อย่างเหมาะสม เพราะประชาชนส่วนใหญ่จะรักษาตนเองเมื่อรู้สึกไม่สบาย และปรึกษากับสมาชิกในครอบครัว เครือญาติ เพื่อนฝูงหรือชุมชนก่อนที่จะไปรักษาในระบบการดูแลสุขภาพ และมักจะไปรักษาเยียวยากับแพทย์แผนปัจจุบันด้วยเช่นกัน การดูแลตนเองจึงเป็นปรากฏการณ์พื้นบ้าน (indigenous)   ที่สามัญชนเป็นผู้จัดหาบริการให้กับตนเอง
              Kleinman (4)กล่าวว่า ระบบบริการสาธารณสุขที่มีอยู่ในสังคมนั้นเปรียบเสมือนระบบวัฒนธรรมของสังคมหรือชุมชนนั้น (Health care system as cultural system) เนื่องจากปรากฏการณ์ของโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นในชุมชน มีการตอบสนองต่อโรคในรูปของการจัดระเบียบทางสังคม ทำให้เกิดเป็นระบบอนุวัฒนธรรมหรือระบบวัฒนธรรมย่อยที่เรียกว่า ระบบบริการสาธารณสุข การมองระบบสาธารณสุขเป็นระบบความหมายสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมนั้น ๆโดยรวมตั้งแต่ การเจ็บป่วย การตอบสนองของบุคคลต่อการเจ็บป่วย ความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรค เป็นต้น
              ปัจจุบันในชุมชนมีระบบการแพทย์ที่หลากหลาย เนื่องด้วยระบบการแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ทั้งหมด คนในชุมชนยังมีการพึ่งระบบสุขภาพอื่น ๆ เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น และรูปแบบการดูแลรักษาตนเองแบบพื้นบ้าน ซึ่งการดูแลสุขภาพของประชาชนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยที่เหมาะสมกับชุมชน (5)และในภาวะที่เจ็บป่วย บุคคลทุกคนย่อมต้องการการดูแลเพื่อรักษาภาวะสุขภาพของตนเองให้กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเดิม Kleinman (1)กล่าวว่าแนวทางการ  ดูแลสุขภาพประกอบด้วยระบบย่อย 3 ระบบ  คือ
                1. ระบบการดูแลสุขภาพภาควิชาชีพ (Professional health sector)  เป็นส่วนของการปฏิบัติการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ มีการจัดองค์กรที่เป็นทางการ 
                            2. ระบบการดูแลสุขภาพภาคพื้นบ้าน (Folk sector of care)  หรือการดูแลแบบทางเลือกเป็นการปฏิบัติการรักษาที่มิใช่รูปแบบของวิชาชีพ ไม่มีการจัดองค์กร ใช้อำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น ไสยศาสตร์ และประเภทที่ไม่ใช้อำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น สมุนไพร
                3. ระบบการดูแลสุขภาพภาคประชาชน (Popular health sector)  เป็นส่วนของการดูแลสุขภาพภาคประชาชนซึ่งถูกปลูกฝังถ่ายทอดกันมาตามวัฒนธรรม ความเชื่อที่เกี่ยวกับสุขภาพและความเจ็บป่วย ซึ่งการดูแลสุขภาพภาคประชาชน มีบุคคลที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยบุคคลและกลุ่มบุคคล 4 ระดับ คือ ผู้ป่วย, ครอบครัวผู้ป่วย, เครือข่ายสังคม (ได้แก่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน) และชุมชน (เช่น ผู้นำชุมชน) การปฏิบัติการด้านสุขภาพในระบบนี้ รวมถึงทั้งด้านการป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ การวินิจฉัยโรค และการเยียวยารักษา  ซึ่งจะได้รับการจัดการโดยผู้ป่วย ครอบครัว และเครือข่ายทางสังคมที่เขาสัมพันธ์ด้วย การจัดการนี้เกิดขึ้นตามการรับรู้และประสบการณ์ โดยบุคคลเหล่านี้จะมีบทบาทร่วมกันในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับความเจ็บป่วยหรืออาการผิดปกติ ประเมินอาการ หาสาเหตุของโรค เลือกแหล่งหรือวิธีการรักษา ประเมินผลการรักษา  ตลอดจนเลือกแหล่งรักษาใหม่ถ้ายังไม่หาย 
นอกจากนี้ วรรณภา  ศรีธัญรัตน์ กล่าวว่า ระบบสุขภาพของชุมชนที่เป็นอยู่นั้น มีความเกี่ยวข้องกันทั้ง 3 ระบบ  ไม่ได้มีการจัดการกับความเจ็บป่วยด้วยการพึ่งระบบสุขภาพด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่กระบวนการเยียวยารักษาโรคในแต่ละครั้งมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน ทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว เครือข่ายสังคมและชุมชน โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะดูแลกันด้วยวิธีการหลากหลาย ซึ่งมีกระบวนการเยียวยารักษาโรคที่ได้จากประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยที่เคยเกิดขึ้นร่วมกัน ผสมผสานจากทั้งการรักษาแบบพื้นบ้านและการรักษาแบบสมัยใหม่  เพราะเมื่อคนใดคนหนึ่งในสังคมประสบความสำเร็จจากการรักษาด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง หรือจากหมอคนใดคนหนึ่งก็จะแนะนำบอกต่อข่าวสารเป็นที่รับรู้ร่วมกัน ประสบการณ์เหล่านี้จะไหลเวียนอยู่ในชุมชนและถูกเลือกนำมาใช้ในแต่ละโอกาสที่มีความเจ็บป่วยในลักษณะต่าง ๆ เกิดขึ้นในสังคม และยังมีบริบทแวดล้อมของวัฒนธรรมความเชื่อ ประเพณีปฏิบัติมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
 
 
 
 
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาลต่างวัฒนธรรม
ทฤษฎีการพยาบาลต่างวัฒนธรรม
                ทฤษฎีการพยาบาลต่างวัฒนธรรม  เริ่มพัฒนาในกลางปี  ค.ศ. 1950  โดย  Leininger  ได้เสนอว่าการดูแลเพื่อนมนุษย์  (Human care)  เป็นปรากฏการณ์สากลเพื่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ  การดูแลเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพยาบาลที่จัดเป็นพฤติกรรมการดูแล  กระบวนการดูแลและสัมพันธภาพการดูแล  การดูแลเป็นการปฏิบัติกิจกรรม  การช่วยเหลือ (Assistive)  การสนับสนุนค้ำจุน (Supportive)  การอำนวยความสะดวก  (Facilitative)  และการสร้างความสามารถ  (Enabling)  ให้กับบุคคลหรือกลุ่มตามความต้องการที่แสดงออกหรือค้นหาได้  เพื่อปรับปรุงหรือรักษาไว้ซึ่งความมีสุขภาพดี  หรือแนวทางการดำเนินชีวิตที่ผาสุก  Leininger  (6)กล่าวว่า  บุคคล  ครอบครัว  และชุมชน  อยู่ภายใต้โครงสร้างของสังคม  วัฒนธรรม  และสิ่งแวดล้อม  การปฏิบัติการดูแลในแต่ละวัฒนธรรมจะแตกต่างกันไป  มีแบบแผนหรือกระบวนการที่เฉพาะ  แต่จะมีลักษณะร่วมเป็นสากลอยู่ด้วย  ระบบบริการสุขภาพเป็นระบบที่มีแบบแผนเฉพาะของการปฏิบัติการวิชาชีพ  คือ  มีวัฒนธรรมเฉพาะซึ่งจะมีลักษณะการดูแลที่แตกต่างไปจากระบบการดูแลของประชาชนหรือการดูแลพื้นฐาน  การให้บริการสุขภาพที่บรรลุเป้าหมาย  จะต้อเป็นการดูแลที่มีความสอดคล้องทางวัฒนธรรม  ทั้งระบบพื้นบ้าน  และระบบของวิชาชีพ
 
 
ทฤษฎี  Cultural care  และ  Sunrise Model (6)สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลในการตัดสินใจและปฏิบัติการพยาบาลแก่ผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น  โดยผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ  Cultural care  3 อย่าง  คือ

1.              Cultural care preservation/maintenance
เป็นกระบวนการพยาบาล ที่พยาบาลให้การดูแลโดยรักษาและคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมความเชื่อของผู้ป่วย  ซึ่งแสดงถึงการที่ผู้ป่วยได้รับการยอมรับนับถือจากพยาบาลนั้นเอง
2.              Cultural care accommodation/negotiation
เป็นกระบวนการที่พยาบาลมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะปรับตัวต่อสิ่งต่าง ๆ  อย่างค่อยเป็นค่อยไป  และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถต่อรองกับบุคลากรทีมสุขภาพในเรื่องของการรักษาพยาบาลได้  เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์เกี่ยวกับภาวะสุขภาพของตนเอง  มีความพึงพอใจในการรักษาพยาบาลร่วมไปด้วย
3.              Cultural care repatterning/restructuring
เป็นกระบวนการที่พยาบาลสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับแต่งแนวทางปฏิบัติและวิถีการดำรงชีวิตของตนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและรูปแบบของการดูแลสุขภาพจากทีมสุขภาพโดยที่วัฒนธรรม  ความเชื่อ  และค่านิยมของผู้ป่วยยังคงได้รับการยอมรับนับถือจากพยาบาลอยู่เช่นเดิม  ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะต้องมาจากความต้องการและความร่วมมือของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
 
พยาบาลในฐานะที่เป็นตัวเชื่อมทางวัฒนธรรม (7)
                ความจำเป็นอย่างหนึ่งของผู้นำทางการพยาบาล  คือ  การทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมระหว่างบุคคลที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน  จากจำนวนของคนที่เข้ามาอยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็น  3 เท่า  จากปี  1970  สูงขึ้นจาก  9.6 ล้าน  หนึ่งในสิ่ของคนที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นชาวต่างชาติ  และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  ในปัจจุบันมีจำนวนคนเข้าเมืองทั้งหมด  43%  ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
                บทบาทผู้นำทางการพยาบาลที่เป็นเหมือนตัวเชื่อมเพื่อให้เข้าใจความหมายของการสื่อสารระหว่างบุคคลที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน  การเพิ่มผลผลิต  และเพิ่มคุณภาพในการดูแลผู้ใช้บริการ
วัฒนธรรมให้เกิดการเรียนรู้  วัฒนธรรมแสดงให้เห็นถึงแนวคิด  การตัดสินใจและพฤติกรรมในทางวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดความรู้สึก  รูปแบบการสื่อสาร  การแต่งกาย  และท่าทางนิสัยในการบริโภคอาหาร  มนุษย์สัมพันธ์  ค่านิยม  ทัศนคติ  กระบวนการทางจิต  รูปแบบการเรียนรู้  และนิสัยในการทำงาน
                ผู้นำพยาบาลที่เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรม  จำเป็นต้องเข้าใจการผสมผสานวัฒนธรรม  ซึ่งประกอบด้วย  1. การปฏิเสธ, 2. การป้องกันตนเอง, 3. การกลบเกลื่อน, 4. การยอมรับ, 5. การปรับตัวเอง, 6. การผสมผสานบูรณาการ
                ความรู้และทักษะที่สำคัญสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลที่จะเป็นเครื่องเชื่อมวัฒนธรรมให้เกิดประสิทธิผล  คือ
                1. ความรู้เฉพาะวัฒนธรรม  เพื่อให้เข้าไปในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างคน  2 คน  หรือกลุ่มผู้เชื่อมวัฒนธรรมจะต้องเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบของการกำเนิดวัฒนธรรม
                2. ทักษะในการสื่อสาร คนที่เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมจะต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดี  รวมทั้งทักษะในการฟังก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน  เพื่อจะเป็นการง่ายในการสรุปเมื่อฟังการโต้แย้งกันระหว่างบุคคลที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน  ซึ่งคนที่จะเป็นตัวเชื่อวัฒนธรรมจะต้องสรุปมุมมองของทั้ง  2 ฝ่าย  เพื่อนำมาอธิบายในแนวทางที่เป็นกลาง
                3. ความสามารถในการให้คำปรึกษา  คนที่เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรม  จำเป็นต้องมีทักษะในการให้คำปรึกษาสูง  โดยมีการใช้คำถามปลายเปิด  และมีความสามารถที่จะแสดงเหตุผลและการยืนยันด้วยประสบการณ์ที่เป็นสิ่งสำคัญ  ต้องมีความสามารถที่จะช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับนับถือ  และช่วยให้ประเด็นปัญหาหมดไป
                4. ทักษะในการวิเคราะห์และการประสานผู้นำพยาบาล  ผู้นำพยาบาลที่เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมจะเห็นข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงาน  รวมทั้งกระบวนการตัดสินใจ  การปรับปรุงการทำงานและการปรับระบบใหม่  คนที่เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมที่มีประสิทธิภาพจะต้องวิเคราะห์ที่ระบบ  และทำให้ปัจเจกบุคคลเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำได้รับอิทธิพลมาจาก  เงื่อนไขของระบบและความคาดหวัง  และผู้นำพยาบาลที่เป็นตัวเชื่อมที่พวกเขาทำได้รับอิทธิพลมาจากเงื่อนไขของระบบและความคาดหวัง  และผู้นำพยาบาลที่เป็นตัวเชื่อมวัฒนธรรมจะต้องมีทักษะในการประสานงานสูง  เช่น  พยาบาลที่จะหลีกเลี่ยงการตัดสิน  แพ้/ชนะ  และสร้างสรรค์การแก้ปัญหาให้ดีที่สุดสำหรับทุกคนและจะต้องใช้กลยุทธ์ที่จะทำให้เกิดความเสมอภาค
 
Culture Broker 
                Sussex and Weidman (8)ได้ให้ความหมายของคำว่า  Culture Brokerage  ว่าเป็นการพยาบาลเฉพาะตัวของผู้ประกอบอาชีพ  ในการเป็นตัวแทน  หรือคนกลางระหว่างคนป่วยและพยาบาล  ที่จะทำให้เกิดการเชื่อมประสานกันเกี่ยวกับการเรียนรู้  การประคับประคอง  และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งสองฝ่าย
                Jezewski (9)ได้ให้ความหมายของคำว่า  Culture Broker  คือ  ผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ  ประสาน  ประนีประนอม  หรือทำความปรองดองระหว่างกลุ่ม  หรือบุคคลที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม  โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความสับสน  ขัดแย้ง  หรือเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น  เช่น  พยาบาล  เป็นผู้เชื่อมต่อช่องว่างระหว่างวัฒนธรรม  หรือความเข้าใจของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพกับผู้ป่วย  ชุมชน  และสังคมทั่วไป
 
คุณสมบัติของ  Culture Broker (8)
                1. มีความสามารถในการแสดงบทบาทได้ในที่ที่มีการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันในสถานการณ์ที่เกิดความไม่ยินยอม  หรือสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือความขัดแย้งเกิดขึ้น
                2. มีการนำหลักทางกฎหมาย  นโยบาย  มาเป็นเครื่องคุ้มครอง  ต่อรอง  และเป็นหลักยึดในการปฏิบัติ
ความสำคัญของ  Culture Broker (8)
                ในการให้บริการด้านสุขภาพ  จะต้องให้การดูแลผู้รับบริการ  ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม  มีวิถีทางการแสดงพฤติกรรมสุขภาพที่แตกต่างกัน  โดยมีปัจจัยทางวัฒนธรรมมามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพ  ปัจจัยเหล่านั้น  ได้แก่  สังคม  การเมือง  เศรษฐกิจ  เทคโนโลยี  ความเชื่อ  ค่านิยม  พฤติกรรมสุขภาพ  และอื่น ๆ  ซึ่งเป็นสิ่งที่มักถูกมองข้ามไป  เมื่อผู้รับบริการเข้ามารักษาในสถานการณ์บริการสุขภาพ  ทั้งนี้เนื่องจากว่า  สังคมการบริการสุขภาพมีความแตกต่างไปจากสังคมหรือบรรทัดฐานของผู้รับบริการ  จึงมีช่องว่างเกิดขึ้น  ส่งผลกระทบให้ผู้รับบริการได้รับการ  ดูแลรักษาไม่เท่าเทียมกัน  ไม่ได้รับความชัดเจนในการรักษาผู้รับบริการเกิดความตกลงกังวล  บางครั้งไม่ยินยอมให้การรักษา  และไม่ได้รับการพิทักษ์สิทธิในการเป็นบุคคลของตนเองที่พึงได้พึงมี  จึงต้องมีพยาบาล  ผู้ซึ่งใกล้ชิด  ผู้รับบริการทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือสื่อกลาง  (Culture1 Broker)  ลดช่องว่างระหว่างสังคม  การบริการสุขภาพให้เข้าหาสังคมหรือบรรทัดฐานของผู้บริการ  ทำหน้าที่เชื่อมประสานหรือเจรจาต่อรองให้เกิดความเข้าใจทั้งสองฝ่าย  และพิทักษ์ไว้ซึ่งสิทธิของผู้รับบริการ  โดยการสนับสนุนให้มีการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน  เคารพในเกียรติ  ศักดิ์ศรี  และความเป็นบุคคลของผู้รับบริการ
The Cultural Brokering Model (9)
The Cultural Brokering Model  คือ  รูปแบบหรือกระบวนการที่ใช้ในการแสดงบทบาทเป็น   Cultural Broker  ซึ่งประกอบด้วย  3 ขั้นตอน  คือ
ขั้นตอนที่ 1  Perceiving the need for brokering
เป็นการประเมินหรือตรวจสอบถึงความจำเป็นในการแสดงบทบาท  Cultural Broker  ในการแก้ปัญหาหรือความขัดแข้งที่เกิดขึ้น  ในเรื่องความเชื่อ  โดยพยาบาลวิเคราะห์แยกแยะความสับสน  หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  ในเรื่องความเชื่อ  โดยพยาบาลวิเคราะห์แยกแยะความสับสน  หรือความขัดแย้งที่มีผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วยได้รับ  โดยมีการนำเอาปัจจัยสอดแทรก (intervening condition)  มาเป็นตัวร่วมในการพิจารณาการแสดงบทบาท Culture Broker  จะช่วยส่งเสริมเหมือนเป็นตัวนำให้พยาบาลได้ประเมินความต้องการตัวแทนของผู้ป่วยในการช่วยแก้สถานการณ์นั้น ๆ
ขั้นตอนที่ 2  Intervening Strategies to Solye break down
หลังจากขั้นตอนที่ 1  เมื่อทราบความจำเป็นที่ต้องใช้  Culture Broker  แล้ว  ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2  คือ  การเลือกใช้กลยุทธ์ในการแก้ปัญหา  ซึ่งมีความหลากหลายวีขึ้นอยู่กับรายละเอียด  และสถานการณ์แต่ละสถานการณ์  พยาบาลจะเป็นผู้ที่รู้ว่า  ควรทำอย่างไรในขณะที่อยู่ระหว่างท่ามกลางความขัดแย้งกัน  ซึ่งกลยุทธ์ที่ใช้ในการแก้ปัญหาตามสถานการณ์  เช่น
Negotiation  การเจรจาต่อรอง  เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการจะจูงใจให้บุคคลอื่นมีความคิดเห็นสอดคล้องด้วยการชี้ประเด็นให้เห็นหรือชักชวนให้เชื่อ  การเจรจาต่อรองระหว่างผู้ให้บริการสุขภาพกับผู้ป่วยเกี่ยวกับความเชื่อ  และค่านิยมในการดำเนินชีวิต  เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของ  Culture Broker
Innovating  การเปลี่ยนแปลงใหม่  เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง  Culture Broker  โดยการจัดแบบแผนการรักษาดูแลให้เหมาะสมกับแผนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย  ซึ่งพยาบาลที่ทำหน้าที่จะมีบทบาทอยู่สองอย่างในตัว  คือ  บทบาทผู้ให้บริการที่มีความชำนาญ (Expertise) และบทบาทในการประยุกต์ให้เข้าสู่เครือข่ายหรือชุมชน 
Mediating  คือ  การเป็นตัวกลางหรือตัวประสาน  เป็นกลยุทธ์ที่ใช้เมื่อมีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพกับผู้ป่วย  ระหว่างผู้ประกอบอาชีพด้านสุขภาพ  ด้วยกันเอง  หรือระหว่างค่านิยมของผู้ป่วยกับสังคมการให้บริการสุขภาพ  เช่น  การรักษาที่เข้ากันไม่ได้กับความเชื่อของผู้ป่วย  พยาบาลจะต้องใช้ทักษะในการสื่อสารนั้น  คือ  ทำหน้าที่เป็นผู้ประนีประนอม  เชื่อมประสานสองส่วนนั้นเพื่อเป็นการลดความขัดแย้ง
ขั้นตอนที่ 3  Facilitating health care
ขั้นตอนนี้จะเป็นการประเมินผลการแก้ปัญหา  ถ้ามีปัญหาหรือความขัดแย้งนั้นหมดไปก็แสดงว่าการแสดงบทบาท  Culture Broker  ของพยาบาลเสร็จสมบูรณ์  ถ้าปัญหาหรือความขัดแย้งนั้นคงยังอยู่  ให้กลับไปเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนที่ 1  ใหม่  เปลี่ยนกลยุทธ์ในขั้นตอนที่ 2  หรือใช้หลายกลยุทธ์ร่วมกัน  แล้วทำการประเมินผลใหม่  ทำอย่างนี้จนกว่าความขัดแย้งหรือปัญหาได้ถูกแก้ไขจนสถานการณ์ดีขึ้น
The Cultural Brokerning Model : Intervening Conditions
(เงื่อนไขของการเข้าไปเป็นตัวกลาง) (9)
 
Patient/Provider
(ผู้รับบริการ/ผู้ให้บริการ)
Power/Powerlessness
(อำนาจ/การไร้ซึ่งอำนาจ)
Age culture Sensitivity
(อายุการรับรู้ทางวัฒนธรรม)
Economic
(เศรษฐกิจ)
Diagnosis Professional Status
(การวินิจฉัยและสถานะทางวิชาชีพ)
Politics
(การเมือง)
Cultural background
(ภูมิหลังทางวัฒนธรรม)
Networks
(เครือข่ายทางสังคม)
Time Orientation
(การรับรู้ในกาลเวลา)
Stigma
(มลทินหรือตราบาป)
 
Stage 1
Perception
Perception of the
Need for Brokering
(เป็นการรับรู้ความต้องการในการเป็นผู้ประสานงาน
ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม)
Stage 2
Intervention
Properties of brokering
That resolve breakdowns
(คุณสมบัติของผู้เป็นคนกลางในการแก้ไขความขัดแย้ง)
Stage 3
Outcome
Facilitation of health care evaluated
(การประเมินความคล่องในการได้รับการดูแลรักษาสุขภาพ)
 
PROBLEMS
Caused by conflicts
In values access
(การค้นหาสาเหตุของความเชื่อ)
STRATEGIES
Mediating Negotiating
Intervening Sensitizing
Innovating
RESOLUTION
Lack of facilitation
Continued breakdown
(ถ้ายังขัดแย้งในค่านิยม  หรือบกพร่องหรือยังไม่คล่องตัว อย่างต่อเนื่องหรือยังใช้การไม่ได้)
       
หลักของการพยาบาลต่างวัฒนธรรม
                Leininger (6)ได้เสนอแนวทางสำหรับการพยาบาลโดยยึดความแตกต่างของวัฒนธรรมของบุคคล  สังคม  และชุมชน  ไว้ดังนี้
                1.คนแต่ละคนมีวัฒนธรรมของตนเองที่แตกต่างกัน  และจะมีมากกว่าหนึ่งวัฒนธรรม  ซึ่งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของคนนี้จะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จและประสิทธิภาพของการพยาบาล
                2. การดูแล  (Care)  เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์และเป็นจุดเด่น  ซึ่งมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติการพยาบาล
3. การให้บริการทางสุขภาพที่บรรลุเป้าหมายจะต้องเป็นการดูแลที่มีความสอดคล้องกับทางวัฒนธรรมของระบบพื้นบ้าน  (Folk)  และระบบวัฒนธรรมของวิชาชีพ (professional)  ในชุมชนอาจพบการดูแลซึ่งกันและกันของคนในครอบครัวและชุมชนนั้น ๆ  (lay service) 
4. วัฒนธรรมเป็นสิทธิที่จะต้องรับรู้  ยอมรับ  และใช้การดูแลอย่างเหมาะสม  ซึ่งเป็นสิทธิที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
                5. ระบบบริการด้านสุขภาพจะได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม  และทุกวัฒนธรรมมีระบบการให้การดูแลสุขภาพ  2 แบบ  คือ  ระบบพื้นบ้าน  และระบบวิชาชีพ  ซึ่งการดูแลจะมีประสิทธิภาพเมื่อมีความสอดคล้องกันทางวัฒนธรรม  (Culturally congruent care)
6. จุดเน้นของการพยาบาลต่างวัฒนธรรม อยู่ที่ค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลด้านสุขภาพ  ความเชื่อและการปฏิบัติในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ  เท่านั้น  เพื่อประสิทธิภาพของการให้การพยาบาลในวัฒนธรรมที่หลากหลาย
7. การปฏิบัติการดูแลในแต่ละวัฒนธรรมจะแตกต่างกัน  มีแบบแผนหรือกระบวนการจำเพาะ  แต่จะมีลักษณะร่วมที่เป็นสากลหรือการปฏิบัติที่เหมือนกันร่วมด้วย
8. การฟัง  การยอมรับ  และให้ความสนใจเอาใจใส่ต่อผู้รับบริการเป็นสิ่งสำคัญในการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม
9. พยาบาลควรมีความสามารถในการพูดและสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่น  หรือภาษาที่ผู้รับบริการเข้าใจ  ซึ่งจะทำให้เกิดการรับรู้และมีความเข้าใจ  ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล  ครอบครัวและกลุ่มวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  จึงจะสามารถให้การดูแลตามความต้องการและความพึงพอใจของผู้รับบริการ
10. บุคคลควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการปฏิบัติการพยาบาลที่จะได้รับ  และเพื่อประสิทธิภาพในการพยาบาล  พยาบาลจะยอมรับผู้รับบริการในทุก ๆ  เรื่อง  เพราะจะช่วยให้พยาบาลได้รับรู้เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพของผู้รับบริการมากขึ้น
11. วิถีชีวิตและการแสดงออกของคนในแต่ละกลุ่ม  จะทำให้เกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมของคนเฉพาะในกลุ่มเท่านั้น  ซึ่งอาจน่าแปลกใจในวัฒนธรรมอื่น
12. ความสำเร็จของการดูแลด้านสุขภาพขึ้นอยู่กับความคิดเห็นและการรับรู้เกี่ยวกับโลกทัศน์ของผู้รับบริการ  บุคคลจะมีความเข้าใจในสิ่งที่เป็นอยู่หรือปรากฏในขณะนั้น (here and now)  เช่น  สิ่งแวดล้อมและสังคม  รวมถึงศาสนา  สายสัมพันธ์พี่น้องหรือภราดรภาพ  การเมือง  เทคโนโลยี  ค่านิยมทางวัฒนธรรม  การใช้ภาษา
13. การสังเกต  ให้ความสนใจ  การใช้รูปแบบของการให้การดูแลและการรับการดูแลเป็นพื้นฐานของวิชาชีพในการปฏิบัติการพยาบาล
14. การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่แพร่หลายในวัฒนธรรมต่าง ๆ  ทั่วโลก  ไม่ใช่เฉพาะในวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งเท่านั้น  ดังนั้น  จึงต้องมีการวางแผนและมีการเตรียมตัวในการดูแลผู้รับบริการในการที่จะสามารถให้การพยาบาลแก่ผู้รับบริการในวัฒนธรรมต่าง ๆ  อย่างมีประสิทธิภาพ  และเป็นที่พึงพอใจแก่ผู้รับบริการ  จึงจำเป็นจะต้องยึดหลักของการพยาบาลข้ามวัฒนธรรมในการให้การพยาบาล  นอกจากหลังของพยาบาลดังกล่าวแล้ว  ยังจำเป็นต้องมีแนวทางในการปฏิบัติการพยาบาล  ซึ่งมองเห็นเป็นรูปธรรม  สามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติได้อย่างชัดเจน  ซึ่งได้แก่  แนวทางการปฏิบัติการพยาบาลที่คำนึงถึงมิติทางวัฒนธรรม
 
 
แนวทางปฏิบัติการพยาบาลที่คำนึงถึงมิติทางวัฒนธรรมของตนเองและผู้รับบริการ (10)  มีดังนี้
                1.ตระหนักถึงความเชื่อส่วนตัว  เปิดใจรับรู้  ทำความเข้าใจต่อค่านิยม  ความเชื่อของผู้อื่นที่แตกต่างไปจากตนเอง
2. มีความรู้สึกไวต่อลักษณะประจำตัวของแต่ละบุคคล  จะทำให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และเข้าใจผู้รับบริการต่างวัฒนธรรมได้ดี
3. บริการพยาบาลต่าง ๆ  ที่ให้กับผู้รับบริการจะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลีลาชีวิต  (Life style)  และลักษณะเฉพาะของบุคคลของผู้รับบริการ  พร้อมจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมการพยาบาลให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับบริการ
                4.ข้อมูลวัฒนธรรมบางประการ  สำหรับคนบางกลุ่มอาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปฏิบัติการพยาบาลที่มีคุณภาพ
5. ความรู้และทักษะทางด้านวัฒนธรรมสามารถเรียนรู้ได้จากหนังสือ  บทความต่าง ๆ  และประสบการณ์ที่ผ่านมาของพยาบาล
6. พึงระลึกอยู่เสมอว่าพยาบาลไม่เพียงแต่เป็นผู้สอนเท่านั้น  แต่เป็นผู้เรียนด้วย  พยาบาลต้องเรียนรู้จากคนในวัฒนธรรมต่าง ๆ
                7. ปฏิบัติการพยาบาลต่าง ๆ  ต้องกระทำบนพื้นฐานของการร่วมมือระหว่างพยาบาลและผู้รับบริการอยู่ในวิสัยที่ผู้รับบริการจะได้รับ  โดยใช้จุดแข็งของผู้รับบริการให้เป็นประโยชน์สูงสุด
 
แนวปฏิบัติทั้งหมดนี้  จะ
เอกสารดาวน์โหลด
วันที่ประกาศ : 2015-09-10 16:10:09 | ดาวน์โหลด : 14434 | ดู : 3401
 
 

โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ @2014
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข